123 views

สปป ลาว เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมการพัฒนาแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ครั้งที่ 2


ew

สปป ลาว เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเกี่ยวกับการพัฒนาแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (EWEC) ครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 15-16 พฤษภาคม 2013 ที่แขวงสะหวันนะเขต โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจาก สปป ลาว, พม่า, ไทย, เวียดนาม และแขวงต่างๆ ที่อยู่ตามแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกของ 4 ประเทศ มากกว่า 140 ท่านเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากสถานทูตญี่ปุ่น ผู้แทนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และผู้แทนจากไจก้า ประจำ สปป ลาว เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย โดยในการประชุมครั้งนี้ได้มีการทบทวนถึงความคืบหน้าการพัฒนาแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ความท้าทาย และปัญหาอุปสรรคต่างๆ นับจากการประชุมครั้งที่ 1 ที่ประเทศเวียดนามเมื่อเดือนพฤษภาคม 2012 เป็นต้นมา และได้ปรึกษาหารือถึงทิศทางความร่วมมือกันในอนาคต ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญต่อบทบาทและความสำคัญของการพัฒนาต่อแขวงต่างๆ ที่อยู่ตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปรับปรุงและยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก และการบริการในแนวพื้นที่เศรษฐกิจดังกล่าว รวมทั้งการผลักดันการลงทุนจากภาครัฐและเอกชนในการเข้าพัฒนาเพื่อให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังได้แสดงความขอบคุณต่อความช่วยเหลือของกลุ่มผู้ร่วมพัฒนา โดยเฉพาะรัฐบาลญี่ปุ่นและธนาคารพัฒนาเอเชียในการพัฒนาแนวพื้นที่ดังกล่าว

การประชุมครั้งนี้ได้ยกให้เห็นถึงความสำคัญของการตกลงขยายแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก โดยครอบคลุมเส้นทางไปถึงแหลมฉบัง กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย, เวียงจันทน์ สปป ลาว และถึงราโม่ย และราฟองประเทศเวียดนาม การนำเอาเส้นทางหมายเลข 8 และ 12 เข้ามาอยู่ในแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก การยกระดับเส้นทางหมายเลข 9 การตกลงร่วมกันระหว่าง สปป ลาว และไทย ที่จะเริ่มดำเนินการตรวจปล่อยสินค้า ณ จุดเดียวในจุดผ่านแดนสะหวันนะเขต-มุกดาหาร ในก่อนสิ้นปีนี้ การตกลงร่วมกันของ สปป ลาว และเวียดนาม ที่จะลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อดำเนินการ การตรวจปล่อยสินค้า ณ จุดเดียวในจุดผ่านแดน แดนสะหวัน-ลาวบาว ก่อนถึงการประชุมรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการพัฒนาแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ครั้งที่ 3 ในปี 2014 คณะประชุมยังรับทราบว่ากลุ่มประเทศที่อยู่ตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจยังจะต้องร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ รวมทั้งการปรับปรุงถนนหนทางที่ได้รับความเสียหาย การปรับปรุงเอกสาร ระบบและขั้นตอนต่างๆ ในการตรวจสอบสินค้า การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้มากขึ้น ความสนใจที่จะให้กลุ่มประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงลงนามและให้สัตยาบันเอกสารที่เกี่ยวข้องต่างๆ ของสัญญาว่าด้วยการขนส่งข้ามแดนของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเร็วเพื่อเร่งการดำเนินการอย่างเต็มที่ พร้อมนี้การประชุมยังได้มีการรับรองเอกสารสำคัญ จำนวน 2 ฉบับคือ แถลงการณ์สะหวันนะเขตเกี่ยวกับความคืบหน้า การพัฒนาแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก และแถลงการณ์ความร่วมมือของการประชุมรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับการพัฒนาแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ครั้งที่ 2 สำหรับการประชุมรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการพัฒนาแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ครั้งที่ 3 จะจัดขึ้นในปี 2014 ที่ประเทศไทย

แหล่งข่าว: http://www.vientianemai.net/teen/khao/1/9362

 

บทวิเคราะห์

สำหรับความร่วมมือในการหาแนวทางในการพัฒนาแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สำหรับทุกฝ่าย และเป็นการพัฒนา อำนวยความสะดวกให้เกิดขึ้นในระบบการขนส่งสินค้าตามแนวทางเศรษฐกิจดังกล่าว หากทุกประเทศสามารถร่วมมือกันพัฒนาทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความสะดวกในเรื่องการขนส่งสินค้าและคนผ่านแดน ระบบการคมนาคม จะทำให้แนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจดังกล่าวมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อการขนส่งสินค้าในทุกรูปแบบทั้งในการลดต้นทุนการขนส่ง นอกจากนี้การพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจดังกล่าวยังส่งผลต่อการพัฒนาประชากรที่อยู่ในแนวพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พื้นที่มีการพัฒนาที่ดี มีระบบสาธารณูปโภคที่ดีตามมาจากผลของการพัฒนาแนวเศรษฐกิจดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินการในทุกขั้นตอนควรเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ด้วยเนื่องจากเป็นบุคคลที่จะได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ

หากพิจารณาพื้นที่ในภาคอีสานของไทยที่เป็นชายแดนตามแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ นับว่าภาคอีสานเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีในการพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นพื้นที่ทีมีการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ สปป ลาว มีการพัฒนาจุดเชื่อมต่อคือสะพานข้ามแม่น้ำโขงถึง 3 แห่งในจังหวัดหนองคาย มุกดาหาร และนครพนม สำหรับจังหวัดมุกดาหารที่มีการเชื่อมต่อกับแขวงสะหวันนะเขตของ สปป ลาว นั้นนับเป็นจุดที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะในแขวงสะหวันนะเขตได้มีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีความสำคัญมากเป็นอันดับที่สองรองจากนครหลวงเวียงจันทน์ โดย สปป ลาว ได้เร่งพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งมีแผนพัฒนาสนามบินสะหวันนะเขตให้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งใหม่เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจในบริเวณนี้อีกด้วย หากประเทศไทยสามารถพัฒนาให้ภาคอีสานเป็นเขตเศรษฐกิจ เขตอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ได้นับว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาประเทศได้ ยุทธศาสตร์ของภาคอีสานที่สำคัญคือน้ำไม่ท่วม จากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปลายปี 2554 พบว่าเกิดความเสียหายในนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก แต่หากพัฒนาเขตนิคมอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นในภาคอีสานจะสามารถลดปัญหานี้ไปได้ และสามารถสร้างความไว้วางใจให้กับกลุ่มผู้ลงทุนจากต่างประเทศได้ อีกประการหนึ่งคือในภาคอีสาน โดยเฉพาะในจังหวัดหนองคาย มุกดาหาร นครพนม ค่อนข้างที่จะมีการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ไปอย่างมากมายแล้ว ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาตามแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจทั้งตะวันออก-ตะวันตก และแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องยากที่ประเทศไทยจะพัฒนาให้ภาคอีสานเป็นเขตเศรษฐกิจหรือเขตอุตสาหกรรมแห่งใหม่ของไทยขึ้นมาได้

Leave a Comment