50 views

“Trump” ลงนามประกาศใช้กฎหมายส่งเสริมสัมพันธ์ “ไต้หวัน”


รอยเตอร์ – ประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐฯ ลงนามประกาศใช้กฎหมายซึ่งสนับสนุนการส่งเจ้าหน้าที่เยี่ยมเยือนซึ่งกันและกันระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวันเมื่อ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากปักกิ่งซึ่งมองว่าวอชิงตันกำลังละเมิดหลักการ “จีนเดียว”

ทำเนียบขาวระบุว่า กฎหมายซึ่งไม่มีผลผูกพันนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2018 ตามเวลาในสหรัฐฯ ต่อให้ Trump ไม่ยอมลงนามก็ตามที

ท่าทีของอเมริกาส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มหาอำนาจตึงเครียดขึ้นไปอีก หลังจากที่  ประกาศมาตรการรีดภาษีนำเข้า และยังกดดันจีนให้เร่งแก้ไขมูลค่าการค้ากับสหรัฐฯ ที่เกินดุลถึง 375,000 ล้านดอลลาร์ แม้จะยังต้องการให้ปักกิ่งช่วยป้องปรามพฤติกรรมของเกาหลีเหนืออยู่ก็ตาม

Lu Kang โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกมาแถลงเมื่อวันศุกร์ (16) ว่า ปักกิ่งคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ และเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพหลัก “จีนเดียว” (One China) ซึ่งถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน พร้อมทั้งระงับการติดต่อแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการกับรัฐบาลไทเปด้วย

ด้านสถานทูตจีนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ออกมาวิจารณ์กฎหมายฉบับนี้ว่า “ฝ่าฝืนหลักจีนเดียวซึ่งเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ อย่างร้ายแรง”

“จีนไม่พอใจอย่างยิ่งและขอคัดค้านอย่างเต็มที่” ถ้อนแถลงจากสถานทูตจีนระบุ พร้อมทั้งเรียกร้องให้อเมริกา “หยุดสานสัมพันธ์กับไต้หวันอย่างเป็นทางการ หรือยกระดับความสัมพันธ์จากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ”

ด้านกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันได้แถลงขอบคุณ “ความเป็นมิตร” ของ Trupm พร้อมยืนยันว่าไทเปจะส่งเสริมความร่วมมือและการเป็นหุ้นส่วนกับสหรัฐฯ ในทุกๆ ระดับ

สหรัฐฯ ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันอย่างเป็นทางการ แต่มีข้อผูกพันทางกฎหมายให้ต้องช่วยเหลือไต้หวันในด้านการป้องกันประเทศ และยังเป็นซัพพลายเออร์อาวุธรายใหญ่ให้กับไทเปด้วย

Douglas Pal อดีตผู้แทนสหรัฐฯ ประจำไต้หวันในช่วงปี 2002-2006 ชี้ว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เนื่องจากไม่มีผลผูกพัน และที่ผ่านมาสหรัฐฯ ก็ใช้ความระมัดระวังก่อนจะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไต้หวันเดินทางมาเยือน หรือส่งเจ้าหน้าที่อเมริกันระดับสูงไปเยือนไต้หวัน

“รัฐบาลไม่ได้อนุมัติการเดินทางเหล่านี้ (เสมอไป) เพราะประโยชน์ที่เราจะได้รับจากไต้หวันนั้นไม่คุ้มกับต้นทุนที่เราต้องเสียไปในแง่ของความสัมพันธ์จีน” Pal ระบุ

กฎหมาย Taiwan Travel Act ซึ่งผ่านมติเห็นชอบจากสภาคองเกรสเมื่อเดือนที่แล้ว ระบุว่าสหรัฐฯ ควรมีนโยบายส่งเสริมให้เจ้าหน้าทุกระดับเดินทางไปพบกับเจ้าหน้าที่ของไต้หวัน และอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไต้หวันเดินทางเข้าสหรัฐฯ เพื่อพบปะเจ้าหน้าที่อเมริกัน “ภายใต้เงื่อนไขความเคารพ” ขณะที่ผู้แทนการค้าและวัฒนธรรมไต้หวันก็ควรได้รับการสนับสนุนให้เข้ามาประกอบธุรกิจในสหรัฐอเมริกา

จีนเริ่มใช้นโยบายแข็งกร้าวต่อไต้หวันมากขึ้นหลังการรับตำแหน่งประธานาธิบดีของ Tsai หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า เมื่อปี 2016

ปักกิ่งระแวงว่า Tsai จะผลักดันไต้หวันให้แยกตัวเป็นเอกราชจากจีนอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะถือเป็นการ “ล้ำเส้น” ในสายตาผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน ขณะที่ Tsai เองยืนยันว่าต้องการคงไว้ซึ่งสถานะปัจจุบัน (status quo) และรักษาสันติภาพกับแผ่นดินใหญ่

Leave a Comment