267 views

เขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศทะเลจีนตะวันออก


การประกาศเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศ (air defense identification zone – ADIZ) เหนือทะเลจีนตะวันออกของทางการจีนในเดือนพฤศจิกายน 2013 (ดูภาคผนวกด้านล่าง) เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของทั้งนักวิชาการและผู้มีส่วนในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ เพราะการดังกล่าวเป็นการขยายพื้นที่พิพาทเขตแดนจากน่านน้ำและหมู่เกาะสู่ห้วงอากาศ หรือ น่านฟ้า (air space) ซึ่งส่งผลกระทบโดยอ้อมต่อการจราจรทางอากาศระหว่างประเทศภายในน่านฟ้าสากล ซึ่งหมายถึงห้วงอากาศที่ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของประเทศใดประเทศหนึ่ง แม้ว่าทางการจีนจะยืนยันว่าเที่ยวบินระหว่างประเทศจะไม่ได้รับผลกระทบและสามารถบินผ่านได้ตามหลักเสรีภาพการบินดังที่เคยเป็นมาก็ตาม

ในความหมายตามบริบทของกรณีของจีน เขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศ คือ เขตกันชน (buffer zone)ภายในห้วงอากาศเหนือทะเลหลวง (ทะเลที่ไม่ได้เป็นของประเทศใด) ซึ่งประเทศชายฝั่งทะเลประกาศใช้มาตรการข้อบังคับให้เครื่องบินที่บินผ่านห้วงอากาศดังกล่าว ต้องปฏิบัติตามมาตรการระบุตัวตน อาทิ ส่งแผนการบินให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงของประเทศชายฝั่งทะเลดังกล่าว โดยเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศถูกประกาศใช้ครั้งแรกโดยสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1950

จะเห็นได้ว่าการประกาศเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศไม่ใช่การอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนที่ไม่ใช่เขตแดนตน หากแต่เป็นมาตรการปฏิบัติเพื่อความมั่นคงของประเทศชายฝั่งทะเล อย่างไรก็ตามการประกาศเขตดังกล่าวของทางการจีนเหนือทะเลจีนตะวันออกกลายเป็นประเด็นถกเถียงใหญ่ เพราะ ครอบคลุมห้วงอากาศเหนือน่านน้ำและหมู่เกาะที่เป็นข้อพิพาทเขตแดนกับญี่ปุ่น โดยเฉพาะ หมู่เกาะเตียวหยู/เซ็งกะกุ ซึ่งมีความสำคัญทางการเมืองและยุทธศาสตร์ สำหรับเป้าประสงค์ทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลจีนสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้

 

  1. จีนต้องการสร้างเครื่องมือเชิงสถาบันเพื่อยืนยันสิทธิอธิปไตยของตนเหนือน่านน้ำและหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออกที่ตนอ้างกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยน่านน้ำอาณาเขตและพื้นที่ต่อเนื่อง ค.ศ. 1992 และเป็นพื้นฐานทางกฎหมายที่สร้างความชอบธรรมให้กับการประกาศเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศในน่านน้ำและหมู่เกาะอื่น ๆ ที่จีนอ้างอำนาจอธิปไตยตามกฎหมายข้างต้นในอนาคต
  2. จีนต้องการใช้การบินระหว่างประเทศสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจทางปกครองของจีน เพราะ เขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศทะเลจีนตะวันออกกำหนดให้เครื่องบินทั้งหมดที่บินผ่านห้วงอากาศดังกล่าวต้องปฏิบัติตาม แม้ว่าจุดหมายปลายทางของอากาศยานนั้นอาจไม่ใช่ประเทศจีนก็ตาม ดังนั้นการปฏิบัติตามข้อกำหนดของอากาศยานสัญชาติต่าง ๆ จึงเป็นการรับรองการประกาศเขตดังกล่าว และยังเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจอธิปไตยของจีนเหนือบริเวณที่เป็นข้อพิพาทโดยพฤตินัย (de facto)
  3. จีนต้องการใช้การประกาศเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศเหนือทะเลจีนตะวันออกเพื่อประกาศตน (self-proclamation) ในฐานะมหาอำนาจ “ธรรมดา” ที่มีอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศตามครรลองของระบอบการเมืองจีน และมีสถานะทัดเทียมกับญี่ปุ่นและสหรัฐฯในการแสวงหาและพิทักษ์ผลประโยชน์ของตน เพราะ ประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ รวมถึง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ ล้วนมีเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศใช้บังคับอยู่ทั้งสิ้น
  4.  จีนต้องการใช้การประกาศเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศทะเลจีนตะวันออกเพื่อทดสอบพันธกรณีระหว่างสหรัฐฯกับญี่ปุ่น โดยเฉพาะท่าทีและแนวทางการตอบสนองของสหรัฐฯ การประกาศเขตดังกล่าวยังเป็นยุทธวิธีที่ท้าทายความเป็นผู้นำของสหรัฐฯและสร้างสถานการณ์ที่ยากลำบากให้กับญี่ปุ่น โดยปราศจากการใช้กำลังรบจริง
  5. จีนต้องการใช้เขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศทะเลจีนตะวันออกเพื่อเพิ่มแรงกดดันและทดสอบความพร้อมทางทหารของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (Japan Self-Defense Forces – SDF) ในพื้นที่โดยรอบหมู่เกาะเตียวหยู/เซ็งกะกุ รวมทั้งบั่นทอนอำนาจการบริหารของญี่ปุ่นเหนือหมู่เกาะข้างต้น
  6. จีนยังต้องการใช้เขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศทะเลจีนตะวันออกด้วยเหตุผลพื้นฐาน คือ การสร้างเขตกันชนภายในห้วงอากาศเหนือทะเลหลวง เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมีเวลามากขึ้นในการพิสูจน์ฝ่ายอากาศยานว่าเป็นภัยคุกคามหรือไม่ก่อนที่อากาศยานดังกล่าวจะบินเข้าสู่ทะเลอาณาเขต

อนึ่งการประกาศเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศเหนือทะเลจีนตะวันออกของจีนเป็นการใช้ยุทธวิธีที่เรียกว่า “ยุทธวิธีซาลามี่” (salami tactics) ซึ่งหมายถึง การใช้เหตุการณ์ที่มีความสำคัญต่ำ (low-level incident) และการหยั่งเชิงรูปแบบต่าง ๆ ล่วงละเมิดข้อผูกพัน หรือ รุกล้ำเขตแดนของประเทศป้าหมายทีละน้อยเพื่อทดสอบท่าทีและแนวทางตอบโต้ โดยการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อบ่อนทำลายอำนาจของประเทศอื่นต่อพื้นที่เป้าหมายของรัฐริเริ่ม อนึ่งการตอบโต้ต่อลักษณะละเมิดด้วยการใช้กำลังรบมักไม่เกิดขึ้นเนื่องจากมีต้นทุนทางการเมืองที่สูงเกินไป หากแนวทางตอบสนองของประเทศเป้าหมายเป็นไปในทิศทางนี้ ประเทศริเริ่มจะคงใช้การข้างต้นอย่างต่อเนื่องและค่อย ๆ ขยายขอบเขตออกไปด้วยระดับที่ไม่เป็นการท้าทายหรือเผชิญหน้าอย่างชัดเจน แล้วจึงอ้างสิทธิในการผ่าน (thoroughfare) หรือ ประกาศสิทธิอธิปไตยเหนือพื้นที่ทั้งหมดในท้ายที่สุด ในแง่นี้เขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศทะเลจีนตะวันออกย่อมเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จีนต้องการทดสอบท่าทีและแนวทางตอบโต้ของผู้เล่นต่าง ๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของญี่ปุ่น เพื่อกำหนดทิศทางในการประกาศเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศเหนือน่านน้ำและหมู่เกาะสำคัญอื่น ๆ ที่จีนอ้างกรรมสิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทะเลจีนใต้

20131130_ldm222

ภาคผนวกเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศทะเลจีนตะวันออก

1. อากาศยานที่ทำการบินเหนือเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศทะเลจีนตะวันออกต้องปฏิบัติตามข้อบังคับทั้งหมดนี้

2. อากาศยานที่ทำการบินเหนือเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศทะเลจีนตะวันออกต้องเตรียมวิธีการพิสูจน์ฝ่ายต่อไปนี้ 2.1 การพิสูจน์แผนการบิน (flight plan identification) อากาศยานจะต้องรายงานแผนการบินต่อกระทรวงการต่างประเทศจีน หรือ กรมการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (Civil Aviation Administration of China) 2.2 การพิสูจน์คลื่นวิทยุ (radio identification) อากาศยานจะต้องคงใช้ระบบวิทยุติดต่อสองทาง และแจ้งข้อมูลต่อการติดต่อเพื่อพิสูจน์ฝ่ายจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ 2.3 การพิสูจน์อุปกรณ์ส่งสัญญาณระบุตัวตน (transponder identification) หากอากาศยานใช้อุปกรณ์ส่งสัญญาณระบุตัวตน (ทรานสปอนเดอร์) ระบบทุติยภูมิ อากาศยานจะต้องเปิดใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวตลอดเส้นทางบิน 2.4 การพิสูจน์ตราสัญลักษณ์ (logo identification) อากาศยานจะต้องมีเครื่องหมายสัญชาติและทะเบียนอากาศยานที่ชัดเจนตามที่ได้กำหนดไว้ในสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

3. อากาศยานที่ทำการบินเหนือเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศทะเลจีนตะวันออกจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่รับผิดชอบ กองทัพจีนจะใช้มาตรการฉุกเฉินเชิงป้องกัน (defensive emergency measures) ต่ออากาศยานที่ไม่ให้ความร่วมมือในการพิสูจน์ฝ่าย หรือ ปฏิเสธที่จะทำตามคำแนะนำดังกล่าว

4. กระทรวงกลาโหมของจีนเป็นหน่วยงานทางปกครองที่รับผิดชอบเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศทะเลจีนตะวันออก

5. กระทรวงกลาโหมของจีนเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการอธิบายชี้แจงข้อบังคับต่าง ๆ นี้ 6. ข้อบังคับทั้งหมดจะมีผลใช้บังคับในเวลา 10 นาฬิกา ของวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 2013

Leave a Comment