225 views

กระแสเกาหลีสินค้าวัฒนธรรมแข่งขันการเติบโตในสามประทศยักษ์ใหญ่ของเอเชีย


05-01(90)
ไซ ผู้ซึ่งทำให้กระแสเกาหลีมีชื่อแผ่ขยายไปทั่วโลก ญี่ปุ่นและจีนก็ได้มีนโยบายเชิงกลยุทธ์ในการส่งเสริมสินค้าวัฒนธรรม รัฐบาลญี่ปุ่นผลักดันสินค้าวัฒนธรรมใน ชื่อ ความน่าพิสมัยของญี่ปุ่น(Cool Japan) ขณะที่จีนส่งเสริมในโครงการสถาบันขงจื้อ / แฟ้มข่าว โคเรียนไทม์

โดย ชุง อา ยัง

ผู้กำหนดนโยบายได้ส่งให้กระแสเกาหลีพุ่งแรง กึกก้องไปยังนานาประเทศเป็นการส่งออกสินค้าวัฒนธรรมที่ประจักษ์ชัดตลอดทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ประเทศเกาหลีได้เจอกับคู่แข่งประเทศยักษ์ใหญ่ในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและจีนที่มีนโยบายเชิงกลยุทธ์ในส่งเสริมการผลิตวัฒนธรรมของประเทศตนเพื่อแข่งขันอย่างท้าทาย
เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเกาหลียอมรับว่า เร็วๆนี้รัฐบาลที่เกี่ยวข้องเห็นว่าวัฒนธรรมเกาหลีเริ่มอ่อนลงสำหรับผู้บริโภคต่างชาติ เนื่องจากได้เกิดแรงปะทะกับวัฒนธรรมในชนชาติ
ยู จิน เรียง รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กล่าวว่า การบริหารจัดการสินค้าวัฒนธรรม พิจารณาจากภาคการบันเทิง ภาพยนตร์ โทรทัศน์และดนตรี และจะทำการส่งเสริมวัฒนธรรมดั้งเดิม และอาหารของประเทศอย่างเข้มข้นมากขึ้น
ความน่าพิสมัยของญี่ปุ่น
รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังผลักดันสินค้าวัฒนธรรมด้วยสโลแกนว่าด้วยความน่าพิสมัยของญี่ปุ่น ขยายไปในตลาดตะวันออก มีแนวคิดในการสร้างเครื่องหมายการค้าของประเทศให้เป็นวัฒนธรรมของโลก กระแสวัฒนธรรมมีเป้าหมายที่ชัดเจน แนวคิดครอบคลุมไม่เพียงแต่ เกม การ์ตูน เจ-ป็อป แต่ยิ่งกว่านั้นยังมีสินค้า รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร แฟชั่น สถาปัตยกรรม และการกีฬา เป็นต้น
ปีที่ผ่านมากระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น จดทะเบียน 500 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการลงทุน กองทุนเครื่องหมายการค้าของญี่ปุ่นเพื่อส่งเสริมการเติบโตสำหรับกิจการขนาดเล็กเพื่อการผลิตสินค้าวัฒนธรรมสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และอเมริกา
โตเกียวถูกเล็งว่าเป็นเมืองที่ประสบความสำเร็จในเครื่องหมายการค้าวัฒนธรรมของชาติ ในยุทธศาสตร์การค้าต่างประเทศที่สนับสนุนอย่างเป็นกลุ่มก้อนโดยรัฐบาล นอกจากนั้น ญี่ปุ่นยังได้ทุ่มงบประมาณในการดูแลสินค้าวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำตลาดต่างประเทศ ทั้งๆที่ยังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
วัฒนธรรมญี่ปุ่นที่น่าดึงดูดใจได้แก่ ศิลปะ วัฒนธรรม และศิลปะแห่งความงาม ที่สามารถย้อนรอยไปสู่ศตวรรษที่ 19 และรัฐบาลมีความเพียรพยายามที่จะให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง
การลุกขึ้นต้านกระแสวัฒนธรรมได้มีผลกระทบต่อความนิยมในกระแสเกาหลี ได้มีการประเมินว่าความนิยมลดลง 70 % ในญี่ปุ่น ไม่เพียงแต่ค่าเงินเยนที่อ่อนลง แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างสองประเทศ เป็นผลให้เกิดการสะท้อนกลับ สถานีโทรทัศน์ญี่ปุ่นหยุดการออกอากาศหนังเกาหลีในกลางปี 2012 และDVD หนังเกาหลีที่วางจำหน่ายก็ตกลงเช่นกัน
ปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นจึงจับประเด็นด้วยการส่งเสริมสินค้าวัฒนธรรมของตนเอง เช่น อาหาร แฟชั่นในอินเดีย อิตาลี จีน และสิงคโปร์ เป็นต้น
สถาบันขงจื้อ
นักเขียน ชาวนิวยอร์ค เขียนว่าทำไมจีนถึงต้องการคังนัมสไตล์ เมื่อปีที่ผ่านมาปรากฏการณ์คังนัมสไตล์ในจีนได้รับความสนใจเป็นพิเศษ มีประชาชนฝ่ายซ้ายถามว่าทำไมเราไม่สามารถแยกออกจากมันได้ ในที่สุดจีนก็ตกอยู่ในภาวะถูกคุกคามในด้านต่างๆของเกาหลี ทางการเมือง การเงิน อิทธิพลทางการตลาด นักร้อง นักเต้น ที่กระจายมากกว่าในเกาหลีเองเสียอีก ผู้นำทางการเมืองของจีนพูดอย่างหนักแน่นเกี่ยวกับความต้องการซอฟเพาเวอร์ เขาจะจุดประกายในการเป็นคู่แข่งในโลกด้วยสถาบันขงจื้อให้แผ่ขยายทั้งวิทยุ โทรทัศน์แม้ในประเทศเล็กๆแม้ว่าจะเหนื่อยยากเพียงใด ปีที่ผ่านมาพรรคคอมมิวนิสต์ได้ประกาศให้วัฒนธรรมเป็นวาระแห่งชาติและมาดมั่นที่จะผลิตสินค้าเครื่องหมายการค้าวัฒนธรรมออกไปสู่ตลาดโลก
รัฐบาลจีนจึงได้เน้นย้ำ โดยใช้สถาบันขงจื้อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการทูต ของจีน โดยการส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรมจีน เทียบเท่ากับสถาบันเซจงของเกาหลี จำนวนสถาบันขยายตัวอย่างรวดเร็วในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และจะทำให้มีตัวเลขจำนวนสถาบันขงจื้อถึง 500 แห่งในปี 2020 ที่ในปัจจุบันได้เกิดขึ้นแล้ว 400 แห่ง ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โดยจะให้มีสมาชิกถึง 1.5 ล้านคน มีผู้เชี่ยวชาญ10,000คน และจะจัดส่งอาสาสมัครไปประจำในสาขาทั่วโลก ความฝันเหล่านี้จุดประกายมาจากสถาบันเกอเธ่ย์ของเยอรมัน สถาบันขงจื้อของจีนได้เริ่มดำเนินการในปี 2004 ให้บริการส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรมจีนในประเทศต่างๆโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
จีนใช้ลัทธิขงจื้อ อันเป็นปราชญ์โบราณมาเป็นหลักในการในการชี้นำ จีนได้นำมรดกดังกล่าวมาใช้ครั้งแรกในพิธีเปิดโอลิมปิคเกมส์ในปักกิ่งในปี 2008 และจัดทำเป็นรูปเป็นร่างจริง ๆ ในปี 2011 ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในปักกิ่ง
กระแสเกาหลีเมื่อถึงทางแยก
บางคนพูดว่ากระแสเกาหลีไม่ได้ยิ่งใหญ่ในประเทศเอเชียอื่นๆ นักวิจัยสถาบันวิจัยของเกาหลีพูดว่าเป็นเพราะเกาหลีได้โอกาสทางการตลาด
คนจีนส่วนมาก มีกลยุทธ์ในการรับโดยใช้ความเป็นจุดรวมและให้ดูเป็นภาพที่อ่อนโยน และรับวัฒนธรรมต่างชาติอย่างเบาบางที่ไม่ทำให้เป็นการทำลายวัฒนธรรมจีน ท้ายที่สุดมันก็หยุดชะงักไปเอง ยิ่งกว่านั้นจีนเองยังขาดองค์กรพัฒนาเอกชนที่เข็มแข็งในการสนับสนุนการใช้ ซอฟเพาเวอร์ของชาติ
จีนและประเทศเอเชียอื่นๆรู้สึกไม่ชอบ เกาหลีเองมีศักยภาพในการฟื้นฟูโดยรัฐบาล องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชน ในการส่งเสริมซอฟพาวเวอร์ ส่งผลให้เกาหลีถูกห้อมล้อมด้วยประเทศที่มีอิทธิพลหากเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ที่รอคอยให้สมหวังในพื้นที่ที่ขาดหายไป
ต่อจากนี้ไปในญี่ปุ่นและจีนมีการต่อต้านกระแสเกาหลีจากกลุ่มคนและจะเป็นตัวแทนในการส่งเสริมให้มีการต่อต้านในตะวันตก จีนปัจจุบันได้ผ่านข้อจำกัดทางกฎหมายในโครงการต่างประเทศเกี่ยวกับเครือข่ายโทรทัศน์ กระแสเกาหลีจึงปรากฏเด่นชัดที่ส่งออกโดยประเทศที่ไม่ต้องถูกคุกคาม
ดังนั้น ภาพสั้นๆความอยากได้ในผลตอบแทน เช่น ราคาที่สูงของสินค้าวัฒนธรรมเกาหลีทำให้เกิดกระแสต่อต้านในบางประเทศและความเบื่อหน่ายของผู้ชมกับกระแสเกาหลีและนักร้องเกาหลีที่มีอย่างกลาดเกลื่อน
รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า ยอมรับคำวิจารณ์ว่า ในปีที่ผ่านมารัฐบาลกร้าวเกินไป แทนที่จะให้มันทำการตลาดในตัวของมันเอง จึงไม่สอดคล้องกับนโยบายที่เขียนอย่างลึกซึ้งในความน่าตื่นเต้นของ K-POP และสินค้าต่างๆของ K-POP

ที่มา : voc200@ktimes.co.kr
http://www.koreatimes.co.kr/www/news/nation/2013/11/116_145659.html

บทวิเคราะห์ข่าว
ในทศวรรษที่ผ่านมาเป็นที่ที่ยอมรับกันว่ากระแสเกาหลีพุ่งแรง กึกก้องไปยังนานาประเทศเป็นการส่งออกสินค้าวัฒนธรรมที่ประจักษ์ชัด เป็นสินค้าที่ทำรายได้ให้กับประเทศเกาหลีมากมายมหาศาล อย่างไรก็ดีในตลาดสินค้าการมีคู่แข่งเป็นเรื่องปกติ ประเทศเกาหลีได้เจอกับคู่แข่งประเทศยักษ์ใหญ่ในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและจีนที่มีนโยบายเชิงกลยุทธ์ในส่งเสริมการผลิตวัฒนธรรมของประเทศตนเพื่อแข่งขันอย่างท้าทายโดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้ใช้นโยบาย Cool Japan ในการดึงดูดใจต่อสินค้าวัฒนธรรมของตนโดยไม่ได้เน้นเฉพาะสินค้าประเภท เกม การ์ตูน เจ-ป็อป แต่ยังผนวกด้วย สินค้ารถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร แฟชั่น สถาปัตยกรรม และการกีฬา ส่วนประเทศจีนได้ส่งเสริมสินค้าวัฒนธรรมโดยการเปิดสถาบันขงจื้อเพื่อเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมจีนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆไปในประเทศต่าง ๆทั่วโลกแล้ว 400 กว่าแห่ง และตั้งเป้าว่าจะเปิดให้ได้ 500 แห่ง ในปี 2020

Leave a Comment