Archive for January, 2014

เขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศทะเลจีนตะวันออก

เขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศทะเลจีนตะวันออก

การประกาศเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศ (air defense identification zone – ADIZ) เหนือทะเลจีนตะวันออกของทางการจีนในเดือนพฤศจิกายน 2013 (ดูภาคผนวกด้านล่าง) เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของทั้งนักวิชาการและผู้มีส่วนในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ เพราะการดังกล่าวเป็นการขยายพื้นที่พิพาทเขตแดนจากน่านน้ำและหมู่เกาะสู่ห้วงอากาศ หรือ น่านฟ้า (air space) ซึ่งส่งผลกระทบโดยอ้อมต่อการจราจรทางอากาศระหว่างประเทศภายในน่านฟ้าสากล ซึ่งหมายถึงห้วงอากาศที่ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของประเทศใดประเทศหนึ่ง แม้ว่าทางการจีนจะยืนยันว่าเที่ยวบินระหว่างประเทศจะไม่ได้รับผลกระทบและสามารถบินผ่านได้ตามหลักเสรีภาพการบินดังที่เคยเป็นมาก็ตาม ในความหมายตามบริบทของกรณีของจีน เขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศ คือ เขตกันชน (buffer zone)ภายในห้วงอากาศเหนือทะเลหลวง (ทะเลที่ไม่ได้เป็นของประเทศใด) ซึ่งประเทศชายฝั่งทะเลประกาศใช้มาตรการข้อบังคับให้เครื่องบินที่บินผ่านห้วงอากาศดังกล่าว ต้องปฏิบัติตามมาตรการระบุตัวตน อาทิ ส่งแผนการบินให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงของประเทศชายฝั่งทะเลดังกล่าว โดยเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศถูกประกาศใช้ครั้งแรกโดยสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1950 จะเห็นได้ว่าการประกาศเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศไม่ใช่การอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนที่ไม่ใช่เขตแดนตน หากแต่เป็นมาตรการปฏิบัติเพื่อความมั่นคงของประเทศชายฝั่งทะเล อย่างไรก็ตามการประกาศเขตดังกล่าวของทางการจีนเหนือทะเลจีนตะวันออกกลายเป็นประเด็นถกเถียงใหญ่ เพราะ ครอบคลุมห้วงอากาศเหนือน่านน้ำและหมู่เกาะที่เป็นข้อพิพาทเขตแดนกับญี่ปุ่น โดยเฉพาะ หมู่เกาะเตียวหยู/เซ็งกะกุ ซึ่งมีความสำคัญทางการเมืองและยุทธศาสตร์ สำหรับเป้าประสงค์ทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลจีนสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้   จีนต้องการสร้างเครื่องมือเชิงสถาบันเพื่อยืนยันสิทธิอธิปไตยของตนเหนือน่านน้ำและหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออกที่ตนอ้างกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยน่านน้ำอาณาเขตและพื้นที่ต่อเนื่อง ค.ศ. 1992 และเป็นพื้นฐานทางกฎหมายที่สร้างความชอบธรรมให้กับการประกาศเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศในน่านน้ำและหมู่เกาะอื่น ๆ ที่จีนอ้างอำนาจอธิปไตยตามกฎหมายข้างต้นในอนาคต จีนต้องการใช้การบินระหว่างประเทศสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจทางปกครองของจีน เพราะ เขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศทะเลจีนตะวันออกกำหนดให้เครื่องบินทั้งหมดที่บินผ่านห้วงอากาศดังกล่าวต้องปฏิบัติตาม แม้ว่าจุดหมายปลายทางของอากาศยานนั้นอาจไม่ใช่ประเทศจีนก็ตาม ดังนั้นการปฏิบัติตามข้อกำหนดของอากาศยานสัญชาติต่าง ๆ […]

ประกันภัยแรงงานฯไต้หวัน

ข่าว_ ตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค. 2557 เป็นต้นไป คู่สมรสต่างชาติและจีนแผ่นดินใหญ่ในไต้หวัน  (ตัวเลขเมื่อสิ้นเดือน พ.ย. 2556  มีคู่สมรสต่างชาติและจีนแผ่นดินใหญ่ในไต้หวันจำนวนทั้งสิ้น 485,000 คน  ) จะถูกบังคับให้เข้าร่วมระบบประกันภัย-แรงงานระบบใหม่นี้ โดยนายจ้างต้องชำระเบี้ยประกันสะสมจำนวน 6% ของอัตราเงินเดือน สมทบในบัญชีเกษียนของแต่ละคน เมื่อเจ้าของบัญชีมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ก็สามารถนำเบิกถอนเป็นเงินบำเหน็จบำนาญของตนได้*** วิเคราะห์_อดีตเมื่อคู่สมรสต่างชาติดังกล่าวไปทำงานตามบริษัทต่างๆ จะไม่ได้เข้าร่วมในระบบการประกันภัยแรงงานระบบใหม่ ไม่มีหลักประกัน   ดังนั้น   เพื่อขยายหลักประกันให้แก่แรงงาน _ร่างแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับระบบเกษียนรงงาน (เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่17 ม.ค. 2557 เป็นต้นไป) จึงได้บังคับให้นายจ้างต้องชำระเบี้ยประกันแรงงานในระบบบำเหน็จบำนาญแรงงานให้แก่คู่สมรสต่างชาติ จีนแผ่นดินใหญ่ และฮ่องกง มาเก๊า ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงานอย่างน้อย 6% ของเงินเดือน สมทบเข้าบัญชีของพนักงานแต่ละคน   ทั้งนี้ ” ระบบการประกันภัยแรงงานแบบเก่า นายจ้างจะจ่ายเงินสมทบประกันภัยแรงงานไว้ในบัญชีสำรอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับแรงงานผู้ถูกประกัน เพราะเมื่อผู้ใช้แรงงานรายนั้นเกษียนอายุแล้ว นายจ้างก็จะนำเงินจากกองทุนสมทบนี้จ่ายให้แก่ผู้ถูกประกัน… ส่วนการประกันภัยแรงงานในระบบใหม่ นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบจำนวน 6% ของเงินเดือนเข้าบัญชีบำนาญของพนักงานโดยตรง เมื่อกองทุนฯ นำเงินในกองทุนไปลงทุนจนได้รับผลกำไรก็จะนำมาปันผลโดยโอนเข้าบัญชีของผู้ถูกประกันทุกเดือนมีนาคม ของทุกปี ดังนั้น จำนวนเงินในบัญชีบำนาญของพนักงานจึงมีผลโดยตรงต่ออัตราส่วนและจำนวนเงินปันผลที่จะได้รับ”  …อาจกล่าวได้ว่า คุณภาพชีวิตการทำงานของแรงงานข้ามชาติในไต้หวัน ได้รับการเอาใจใส่จากผู้มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างเหมาะสมในระดับหนึ่ง    ล่าสุด เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียได้แสดงความชื่นชมต่อการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีต่อสาวใช้อินโดนีเซียของนายจ้างชาวไต้หวัน  เป็นต้น     แหล่งข้อมูลhttp://bit.ly/1dHLEgJ;   http://bit.ly/1bv67n1;  http://bit.ly/1fOJ3Dw;   http://bit.ly/1aixEJP; http://on.fb.me/1miX7Tk;  http://bit.ly/Kouecp; http://bit.ly/1jgM9Ay;http://bit.ly/1cKFTJ6; http://bit.ly/1mjlhNp

เมืองฮอกไกโดยื่นฟ้องรัฐบาลให้ระงับการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

เมืองฮอกไกโดยื่นฟ้องรัฐบาลให้ระงับการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ที่มา: http://english.kyodonews.jp/news/2014/01/266551.html/ HAKODATE, Japan, Jan, 18. สรุปข่าว/ นายกเทศมนตรีเมืองฮอกไกโดกล่าวว่าในช่วงเดือนมีนาคมนี้เทศบาล Hakodate มีแผนจะยื่นฟ้องร้องต่อต้านรัฐบาลและบริษัทที่รับผิดชอบให้หยุดการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในจังหวัด Aomori ซึ่งคดีความที่จะยื่นฟ้องต่อศาลโตเกียวนี้ เทศบาลหวังที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเมือง Oma โดยบริษัท Electric Power Development Co., อันนับเป็นคดีความแรกที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานนิวเคลียร์ของรัฐบาลกลางที่ถูกต่อต้านโดยรัฐบาลท้องถิ่น โดยนายกเทศมนตรีให้เหตุผลว่าชุมชนจะได้รับความเสียหายร้ายแรงในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ทั้งยังไม่มีเหตุผลที่โรงไฟฟ้าจะสร้างขึ้นได้โดยปราศจากความยินยอมของประชาชน แม้ว่าพื้นที่ก่อสร้างจะแยกห่างจากเมืองออกไป 23 กิโลเมตรก็ตาม นอกจากนี้ เทศบาลยังมีแผนเรียกร้องให้ต้องมีการเตรียมความพร้อมมาตรการปกป้องชีวิตประชาชนในกรณีอุบัติเหตุจากพลังงานนิวเคลียร์ เนื่องจากที่ตั้งโรงไฟฟ้าอยู่ในรัศมี 30 กิโลเมตร ที่เป็นพื้นที่ปฏิบัติการป้องกันฉุกเฉิน บริษัท Electric Power Development หรือ J-Power ได้เริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Oma ในเดือนพฤษภาคม ปี 2008 และถูกระงับการก่อสร้างหลังจากเกิดอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะไดอิชิ ในเดือนมีนาคม 2011 จากเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ แต่กลับมาดำเนินการต่อในเดือนตุลาคม 2012 ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นมีแผนจะยื่นเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปที่สภาเทศบาลในเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสภาเพื่อที่จะยื่นสำนวนฟ้องต่อรัฐบาลต่อไป   ที่มาภาพ http://www.japantimes.co.jp วิเคราะห์ข่าว/ นับจากเกิดวิกฤติภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่น ทำให้ประชาชนทั่วไปเริ่มตระหนักถึงผลกระทบร้ายแรงที่ตนได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ทั้งขณะเกิดเหตุ […]

เกาหลีใต้, อินเดียเห็นชอบยกระดับความร่วมมือทางการค้าและความสัมพันธ์ทางการฑูต

  ประธานาธิบดีปาร์ค กึน-เฮมีกำหนดการเยือนประเทศประเทศอินเดียเป็นเวลา 4 วัน ในสัปดาห์นี้ โดยผู้นำของเกาหลีใต้และอินเดียเห็นชอบในการยกระดับความร่วมมือทางการค้า การทูตและความมั่นคงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาและเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างทั้งสองประเทศในอนาคต ภายหลังการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีปาร์ค กึน-เฮ (Park Geun-hye) ของเกาหลีใต้และนายมานโมฮัน ซิงห์ (Manmohan Singh) นายกรัฐมนตรีของอินเดียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ผู้นำของทั้งสองประเทศได้ประกาศจะยกระดับความร่วมมือทางหุ้นส่วนเศรษฐกิจ(Comprehensive Economic Partnership Agreement-CEPA) ที่ครอบคลุมทุกด้าน เพิ่มความเข้มแข็งของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การทูต ความมั่นคงและวัฒนธรรมเพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน  ในปี 2014 ประธานาธิบดีปาร์ค กึน-เฮไปเยือนอินเดียเป็นประเทศแรกซึ่งเธอกล่าวหลังจากพิธีลงนามใน CEPAว่า “นายกรัฐมนตรีซิงห์และฉันเห็นชอบที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นสำหรับการลงทุนของทั้งสองประเทศด้วยการยกระดับ CEPA ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” เกาหลีใต้และอินเดียได้ทำ CEPA มาแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2009 แต่ระดับของการค้าเสรียังไม่สูงรวมทั้งบริษัทต่างๆของเกาหลีใต้ชะลอการเข้าไปลงทุนในอินเดีย แต่ถ้ามีการยกระดับ CEPA ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในให้บริษัทต่างๆของเกาหลีใต้เข้าถึงตลาดอินเดียซึ่งมีขนาดใหญ่และกำลังเติบโต อินเดียมีประชากรประมาณ 1,210,193,000 คน อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 12 ของเกาหลีใต้และมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้แล้วผู้นำทั้งสองประเทศยังได้แลกเปลี่ยนทัศนะกันในเรื่องความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ IT และเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ ข้าราชการจาก Cheong Wa Dae กล่าว […]

มูลค่าการนำเข้าและส่งออกจีนทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2013

มูลค่าการนำเข้าและส่งออกจีนทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2013

ที่มา http://news.xinhuanet.com สรุปข่าว          นายเจิ้ง เย่เซิง โฆษกสำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีนเปิดเผยว่า ในช่วงปี 2013 ที่ผ่านมา มูลค่าการค้าของจีนอยู่ที่ 4.16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มูลค่าการค้าจีนทะลุหลัก 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 7.6 เมื่อเทียบกับปี 2012 โดยมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 2.21 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตร้อยละ 7.9 และมูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 1.95 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจีนได้ดุลการค้า 2.598 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับสินค้านำเข้าและส่งออกส่วนใหญ่พบว่า การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรและสินค้าที่ต้องใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่เติบโตอย่างมั่นคง ขณะที่การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าทรัพยากรธรรมชาติ มีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูง โดยในปี 2013 จีนส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักรมูลค่า 1.27 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตร้อยละ 7.3 ครองสัดส่วนร้อยละ 57.3 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด อีกทั้งมีการส่งออกสินค้าที่ต้องใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ เช่น ผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเสื้อผ้า มูลค่า 4.62 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ […]

จีนใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 ในปี 2013

จีนใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 ในปี 2013

ที่มา http://www.chinadaily.com.cn/business/chinadata/2014-01/14/content_17234934.htm สรุปข่าว          สำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติของจีน (NEA) เผยยอดการใช้ไฟฟ้าของจีนในปี 2013 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญเกี่ยวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 เมื่อเทียบรายปี โดยกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในปี 2013 อยู่ที่ 5.32ล้านล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง มีอัตราการเติบโตสูงกว่าในปี 2012 ร้อยละ 2 โดยกระแสไฟฟ้าถูกใช้ในภาคบริการร้อยละ 10.3 ในภาคอุตสาหกรรมกว่าร้อยละ 7 และในภาคการเกษตรร้อยละ 0.7 ซึ่งมีปริมาณการใช้มากกว่าปีก่อนทั้ง 3 ส่วน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของจีนขยายตัวร้อยละ 7.7 ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2013 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ทั้งปีที่ร้อยละ 7.5 สำหรับสำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติของจีนก็มีการวางแผนปฏิรูปการส่งเสริมและแนะนำเงินทุนภาคเอกชนให้มากขึ้นในการลงทุนภาคพลังงาน การปฏิรูปหลักๆ จะทำในการผลิตกระแสไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการกำกับดูแลตลาดพลังงานและความปลอดภัยในการใช้พลังงานให้เพิ่มมากขึ้นด้วย   บทวิเคราะห์ การที่ประเทศจีนมีสถิติการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นประเทศที่ใช้พลังงานที่สำคัญในภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงการผลิตที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดคือ ขนาดของระบบเศรษฐกิจของประเทศจีนซึ่งมีประชากรกว่าพันล้านคน ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจึงมหาศาล ซึ่งความมั่นคงด้านพลังงานเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนคำนึงถึงอย่างมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการลงทุนในกิจการไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการ แต่อย่างไรก็ตามการจัดหาให้ได้มาซึ่งพลังงานต่างๆ และการนำพลังงานไปใช้นั้น ล้วนแต่ต้องอาศัยปริมาณการลงทุนปริมาณมหาศาล ดังที่สำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติของจีนได้มีการวางแผนส่งเสริมภาคเอกชนในการนำเงินมาลงทุนในภาคพลังงานเพิ่มขึ้นนั่นก็เป็นช่องทางหนึ่งในการรองรับเท่านั้น […]

ปี 2014 นักท่องเที่ยว ท่องไต้หวัน 9 ล้านคน

ข่าว_ไต้หวันวาดฝัน ปี 2014  จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวไต้หวัน  9 ล้านคน คาดหวังรายได้ 13, 330 เหรียญสหรัฐฯ (หรือ 400,000 ล้านเหรียญไต้หวัน) หากแต่ต้องแลกกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชาติ***(แก้ไขปรับปรุง ครั้งล่าสุด_ เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2557)*** วิเคราะห์_  การท่องเที่ยวสองฝั่งช่องแคบไต้หวันมีบทบาทสำคัญที่ ส่งเสริมให้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศของไต้หวันเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว  กล่าวคือ ก่อนปี 2008 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ท่องเที่ยวไต้หวัน น้อยกว่า 4 ล้านคน  เมื่อปี 2008 นักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่เดินทางท่องเที่ยวไต้หวันกลุ่มแรกได้เดินทางถึงไต้หวัน  ถัดมาปี 2009 นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ท่องเที่ยวไต้หวันจำนวน 4.395 ล้านคน นับเป็นครั้งแรกที่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศท่องเที่ยวไต้หวันเกิน 4 ล้านคน   ต่อมา เมื่อปี 2012   มี นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ท่องเที่ยวไต้หวัน  7.3 ล้านคน (ในบรรดานักท่องเที่ยวนานาชาติ ดังกล่าว เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน 2.59 ล้านคน   ซึ่งเป็นกลุ่มวันละ 3,000 คน และ นักท่องเที่ยวอิสระรายบุคคลวันละ 1,400 คน ) …ล่าสุด เมื่อปี 2013 มี นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ เดินทางท่องเที่ยวไต้หวัน 8 ล้านคน…จะเห็นได้ว่า  ช่วงปี 2008- สิ้นปี 2013 […]

ญี่ปุ่นจดทะเบียน 280 หมู่เกาะห่างไกลที่ไม่มีเจ้าของให้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ

ญี่ปุ่นจดทะเบียน 280 หมู่เกาะห่างไกลที่ไม่มีเจ้าของให้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ

ที่มา: http://www.globalpost.com/ January 7, 2014 3:50pm สรุปข่าว/ รัฐบาลญี่ปุ่นวางแผนจะดำเนินการจดทะเบียนบันทึกรายการหมู่เกาะที่อยู่ห่างไกลจำนวน 280 เกาะ ที่ยังไม่มีรัฐใดเป็นเจ้าของครอบครองให้เป็นทรัพย์สินของรัฐบาล เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการจัดการภายใต้เขตแดนการควบคุมของญี่ปุ่น เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาข้อพิพาทเขตแดนที่อาจจะมีขึ้น ดังเช่นจากประสบการณ์อันขมขื่นของญี่ปุ่นกับเพื่อนบ้านอย่างจีนกรณีปัญหาพิพาทอ้างความเป็นเจ้าของในหมู่เกาะเซนกากุ ที่ยังติดกับดักอยู่กับความขัดแย้งซึ่งรุนแรงขยายใหญ่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ มีหมู่เกาะห่างไกลจำนวนมากประมาณ 400 เกาะที่อยู่ภายในเขตน่านน้ำของประเทศญี่ปุ่น หากยังไม่ได้มีการระบุชื่อ โดยเมื่อปีที่แล้วคณะที่ปรึกษาได้นำเสนอต่อรัฐบาลญี่ปุ่นให้ติดตั้งระบบติดตามการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์และชื่อเกาะ พร้อมกับสำรวจสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและทรัพยากรทางทะเลรอบหมู่เกาะเหล่านี้   ที่มาภาพ/ http://edition.cnn.com/2012/08/16/world/asia/china-japan-islands-arrests/ วิเคราะห์ข่าว/ จากข่าวสะท้อนให้เห็นว่าจากบทเรียนปัญหาข้อพิพาทการแย่งชิงหมู่เกาะเซ็นกากุของญี่ปุ่นกับจีนที่ขยายความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในทุกด้านของญี่ปุ่นกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน ต่อกรณีดังกล่าวได้ทำให้ญี่ปุ่นพยายามศึกษาเตรียมการในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ดังเช่นการสำรวจหมู่เกาะในเขตน่านน้ำของญี่ปุ่น และดำเนินการจดทะเบียนเข้าสู่ระบบบริหารจัดการซึ่งควบคุมดูแลโดยรัฐ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันคือการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนในหมู่เกาะต่างๆ นั่นเอง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนับเป็นวิธีการเชิงรุกที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศไว้ และป้องกันมิให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านด้วย

ประธานาธิบดีปาร์ค กึน-เฮ เตรียมการพบนายชินโซ อาเบะ และ คิม จอง-อึน

  เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาประธานาธิบดี ปาร์ค กึน-เฮ ของเกาหลีใต้ได้กล่าวในการประชุมกับสื่อหนังสือพิมพ์เป็นครั้งแรกของปี 2014ที่  Cheong Wa Dae (Blue House) ซึ่งเป็นบ้านพักของประธานาธิบดี (คล้าย  White House ใน Washington, DC.) ว่ากำลังเตรียมการพบนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและนายคิม จอง-อึน ประธานาธิบดีของเกาหลีเหนือ “เพื่อบรรลุถึงสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีหรือเตรียมการสำหรับการรวมชาติ ฉันยังยึดมั่นในจุดยืนของฉันที่จะพบกับผู้นำของเกาหลีเหนือในเวลาใดเวลาหนึ่ง” “อย่างไรก็ตาม…สภาพแวดล้อมต้องมาเป็นอันดับแรกว่าผลที่เป็นรูปธรรมในการสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีนั้นอยู่ที่ไหน” “ตั้งแต่ฉันเข้ารับตำแหน่ง ฉันหวังที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นและสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ฉันเป็นห่วงในเรื่องมุมมองที่เหมาะสมในเรื่องประวัติศาสตร์และทัศนคติที่จริงใจ…ฉันเตรียมการไว้เป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้ผลที่  win-win กับทั้งสองประเทศ” นอกจากนี้ ประธานาธิบดี ปาร์ค กึน-เฮ ยังกล่าวถึงแผน 3 ปีสำหรับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนว่าให้เกาหลีใต้เป็นยุค 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ มีอัตราการจ้างงาน 70% (Kim Tae-gyu, 2014) บทวิเคราะห์ เรื่องสถานการณ์ความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นนั้นเป็นประเด็นที่ท้าทายภาวะผู้นำของประธานาธิบดีเกาหลีใต้มาหลายทศวรรษแล้ว มีประเด็นต่างๆคือ จากการที่เกาหลีเหนือมีการพัฒนาและทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2013 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงของเกาหลีใต้ด้วย ผู้นำของเกาหลีใต้จึงพยายามแก้ปัญหาในเรื่องนี้ การเจรจา 6 […]

R&D ไต้หวัน 3% GDP

ข่าว: _รัฐบาลไต้หวัน ทุ่มงบประมาณR&D เพื่อการศึกษาวิจัยด้านเทคโนโลยี มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปี ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) คิดเป็น 3.06% ของจีดีพี (มูลค่า NT$431.3 billion หรือ US$14.4 billion หรือ 14,400 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ)    ผลลัพธ์_ไต้หวันมีการจดสิทธิบัตรนวัตกรรมใหม่ๆคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯต่อปี   ***  (แก้ไขปรับปรุง ครั้งล่าสุด_ เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2557)*** วิเคราะห์: _ ไต้หวันเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นสูง เน้นไปที่การผลิต มีการนำเข้าน้ำมันดิบและแร่เหล็ก เพื่อนำไปผลิตรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ ส่งออกไปจำหน่าย ถือเป็นการค้าโดยการผลิต ในปัจจุบันมีการนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ … ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาไต้หวันมีความตั้งใจจริง มุ่งเพิ่มพูนสมรรถนะในการแข่งขันของประเทศให้สูงยิ่งขึ้นไป ทุ่มงบประมาณด้าน R&D จาก 2.45% GDP (ในปี 2003) เป็น 3.06% GDP  (ในปี 2012) หรือ เพิ่มขึ้นจากปีฐานราวร้อยละ 65 […]